อินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน
Bookmark and Share

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ข่าวโลกร้อน 7 ต.ค.



 
From: sataya phongsasumitr <satayap@hotmail.com>
Date: ต.ค. 7, 2009 4:53 หลังเที่ยง
Subject: ข่าวโลกร้อน 7 ต.ค.
To: 

 

ข่าวโลกร้อน 7 ต.ค.

 

เครือข่ายภาคประชาสังคมเอเชียแถลงเรียกต้องกลุ่มประเทศร่ำรวย จี 8 แสดงความรับผิดชอบการก่อโลกร้อนด้วยการยอมลงขันอย่างน้อย 1.5 แสนล้านสำหรับกองทุนเพื่อการปรับตัวรับโลกร้อน (Adaptation Fund) ผ่านเวทีเจรจากรุงเทพ ยันข้อมูลศาลประชาชนชี้ชัดการทำผิดของจี 8

          เครือข่ายดังกล่าวได้ส่งตัวแทนแถลงข่าวในตึกยูเอ็นวานนี้ 12.30 น เสนอผลการนำข้อมูลทั้งเชิงพยานและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ผ่านกระบวนการศาลประชาชนซึ่งจัดเมื่อวันที่ 6 ที่ผ่านมาว่า สามารถสรุปความผิดของจี 8 ได้ชัดเจนและให้มีการชดเชยเป็นเม็ดเงินผ่านกลไกการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินของอนุสัญญาโลกร้อน คือกองทุนเพื่อการปรับตัวรับโลกร้อน หรือ Adaptation Fund

          "จำเลยได้ดำเนินการและยังคงดำเนินการละเมิดสิทธิพื้นฐานในการมีชีวิตของโจทก์อย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน เป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศหลายสิบฉบับ เช่นอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (อนุสัญญาโลกร้อนยูเอ็น)" อัมรา พงศาพิชญ์หัวหน้าผู้พิพากษาศาลประชาชนกล่าว

          "กลุ่มประเทศจี 8 ต้องจัดตั้งกองทุนปรับตัวรับมือโลกร้อนโดยให้มีความช่วยเหลือด้านการเงินมากเพียงพอที่จะช่วยประเทศยากจนปรับตัวรับมือกับปัญหาโลกร้อนได้" ส่วนหนึ่งของคำพิพากษาระบุ

          อัยการฝ่ายโจทก์ อันโตนิโอ โอโพซา ทนายคดีสิ่งแวดล้อมจากฟิลิปปินส์เจ้าของรางวัลแม็กไซไซปีนี้ (2552) ให้ความเห็นว่า เขาพอใจกับคำตัดสินที่ออกมาและเรียกร้องให้ทุกฝ่ายช่วยกันติดตามการเจรจาโลกร้อนเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่เป็นธรรมและมีผลทางกฎหมายระดับนานาชาติที่โคเปนเฮเกน

          "ศาลประชาชนเอเชียนี้เป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าในความเป็นจริงประเทศกำลังพัฒนามีสิทธิทางกฎหมายพื้นฐานที่สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากประเทศที่ก่อปัญหาโลกร้อนจนทำให้ตนเดือดร้อนได้ แม้ว่าการดำเนินการในกรุงเทพครั้งนี้เป็นเพียงการจำลองการพิจารณาคดีโลกร้อน(ที่ไม่มีผลทางกฎหมายจริง) แต่มีนัยสำคัญยิ่งที่จะบอกทุกคนว่า ข้อเท็จจริงที่เรานำมาเสนอนั้นล้วนเป็นของจริง และมีมูลทางกฎหมายหากเป็นการดำเนินคดีจริง ก็จะเป็นข้อมูลที่มากพอที่จะบ่งชี้ความผิดและปรับได้จริง ทั้งนี้ทั้งหมดที่เราทำไปเพราะต้องการแสดงให้โลกได้เห็นเหตุและผลว่าทำไมเราจึงเรียกร้องให้กลุ่มประเทศจี 8 ต้องยอมรับและดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกพร้อมจัดตั้งกองทุนเพื่อการปรับตัวโลกร้อนฯ เพื่อบรรเทาวิกฤตที่จะเกิดขึ้นเสียตั้งตอนนี้ ตั้งแต่ตอนที่เรายังคงพอจะบรรเทาวิกฤตปัญหาได้อยู่" โอโพซากล่าว

          "พายุและอุทกภัยครั้งใหญ่ทั่วเอเชียตอนนี้ย้ำเตือนพวกเราถึงภัยคุกคามใหญ่ที่จะมาเยือนภูมิภาคนี้อย่างชัดเจน วิกฤตโลกร้อนจะทำให้ทุกอย่างแย่ลง และดังคำพิพากษาของศาลประชาชน กลุ่มประเทศจี 8 ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่พวกเขาก่อ เริ่มที่การเจรจาที่กรุงเทพนี้ ด้วยการวางเงินลงขันทำให้กองทุนเพื่อการปรับตัวฯ ใช้งานได้อย่างที่ควร" นาย Clement Kalonga โฆษกองค์กรอ็อกแฟมกล่าว

          "เริ่มด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากนั้นก็การลงขันในกองทุนฯ ซึ่งต้องการมากกว่า 1.5 แสนล้านต่อปีสำหรับประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกปรับตัวรับวิกฤตโลกร้อน ทั้งพายุ อุทกภัย ภัยแล้ง และหายนะภัยอื่น ๆ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก"

          "แต่สิ่งที่เป็นจริงตอนนี้คือ ประเทศร่ำรวยเหล่านี้นอกจากไม่ยอมรับพันธะกรณีใด ๆ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อหายนะภัยที่ตัวเองก่อ กลับหันมาเรียกร้องให้ประเทศกำลังพัฒนาพยายามลดก๊าซเรือนกระจกอีก นี่ไม่เป็นธรรมเลย และหากการเจรจายังคงเป็นเช่นนี้ตลอดสัปดาห์นี้ นี่จะไม่ต่างกับการก่ออาชญากรรม" โฆษกองค์กรอ็อกแฟมกล่าว

 

(ข่าวแถลงฉบับเต็มดูไฟล์แนบครับ ไทย อังกฤษ)

ข่าวแถลง 7 ต.ค. 2552

ศาลประชาชนเอเชียตัดสินคดีโลกร้อน ว่าจี 8 มีมูลความผิดจริงและสมควรต้องจ่ายค่าชดเชย

 

จี 8 ต้องช่วยประเทศยากจนปรับตัวรับมือวิกฤตโลกร้อนผ่านกองทุนปรับตัว (Adaptation Fund)

 

กรุงเทพ -- ตัวการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ต้องช่วยประเทศยากจนปรับตัวรับมือภาวะเรือนกระจกที่นับวันจะเพิ่มความวิกฤต อย่างตระหนักต่อสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมทางเพศ คณะผู้พิพากษาศาลประชาชนตัดสิน "คดีโลกร้อน" วานนี้ที่กรุงเทพฯ

          คำพิพากษาระบุว่าหลังจากได้พิจารณาหลักฐานและพยานที่นำเสนอในคดีพบว่าข้อกล่าวหาของโจทก์็คือ "เด็กในเอเชีย" ต่อกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว จี 8 คดีก่อวิกฤตโลกร้อนจนเกิดความเสียหายต่อโจทก์นั้นมีมูลความจริง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากมาตรฐานกฎหมายสากลและอนุสัญญาระดับโลกที่มีอยู่ และจำเลยนั้นควรต้องจ่ายค่าชดเชยต่อความเสียหายดังกล่าวที่ได้สร้างในอดีตที่ผ่านมา

          การพิจารณาคดีโลกร้อนของศาลประชาชนจัดขึ้นที่โรงแรมปริ้นซ์พาเลซเป็นระยะเวลากว่า 2 ชั่วโมงวานนี้ จัดขึ้นโดยโครงการรณรงค์ลดโลกร้อน tcktcktck (ซึ่งเป็นความร่วมมือขององค์กรพัฒนาเอกชนระดับโลกเพื่อกดดันให้มีรูปธรรมการแก้ปัญหาโลกร้อนที่ชัดเจนและเท่าทันปัญหาในการเจรจาโคเปนเฮเกน) โดยมีหัวหน้าคณะผู้พิพากษาคือ นางอัมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

          "กลุ่มประเทศจี 8 ต้องจัดตั้งกองทุนปรับตัวรับมือโลกร้อนโดยให้มีความช่วยเหลือด้านการเงินมากเพียงพอที่จะช่วยประเทศยากจนปรับตัวรับมือกับปัญหาโลกร้อนได้" ส่วนหนึ่งของคำพิพากษาระบุ

          "จำเลยได้ดำเนินการและยังคงดำเนินการละเมิดสิทธิพื้นฐานในการมีชีวิตของโจทก์อย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน เป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศหลายสิบฉบับ เช่นอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (อนุสัญญาโลกร้อนยูเอ็น)" อัมรา หัวหน้าผู้พิพากษาศาลประชาชนกล่าว

          คำพิพากษาต่อประเทศจี 8 ประกาศในช่วงบ่ายวานนี้หลังจากการให้การของพยานนับสิบที่เข้าไปให้การในห้องพิจารณาคดี ในจำนวนนั้นสองคนเป็นนักวิทยาศาสตร์ อีกส่วนสำคัญเป็นชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโลกร้อนปัจจุบันจากประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย ทั้งบังคลาเทศ ไทย เนปาล ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย

          อัยการฝ่ายโจทก์ อันโตนิโอ โอโพซา ทนายคดีสิ่งแวดล้อมจากฟิลิปปินส์เจ้าของรางวัลแม็กไซไซปีนี้ (2552) ให้ความเห็นว่า เขาพอใจกับคำตัดสินที่ออกมาและเรียกร้องให้ทุกฝ่ายช่วยกันติดตามการเจรจาโลกร้อนเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่เป็นธรรมและมีผลทางกฎหมายระดับนานาชาติที่โคเปนเฮเกน

          "ศาลประชาชนเอเชียนี้เป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าในความเป็นจริงประเทศกำลังพัฒนามีสิทธิทางกฎหมายพื้นฐานที่สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากประเทศที่ก่อปัญหาโลกร้อนจนทำให้ตนเดือดร้อนได้ แม้ว่าการดำเนินการในกรุงเทพครั้งนี้เป็นเพียงการจำลองการพิจารณาคดีโลกร้อน(ที่ไม่มีผลทางกฎหมายจริง) แต่มีนัยสำคัญยิ่งที่จะบอกทุกคนว่า ข้อเท็จจริงที่เรานำมาเสนอนั้นล้วนเป็นของจริง และมีมูลทางกฎหมายหากเป็นการดำเนินคดีจริง ก็จะเป็นข้อมูลที่มากพอที่จะบ่งชี้ความผิดและปรับได้จริง ทั้งนี้ทั้งหมดที่เราทำไปเพราะต้องการแสดงให้โลกได้เห็นเหตุและผลว่าทำไมเราจึงเรียกร้องให้กลุ่มประเทศจี 8 ต้องยอมรับและดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกพร้อมจัดตั้งกองทุนเพื่อการปรับตัวโลกร้อนฯ เพื่อบรรเทาวิกฤตที่จะเกิดขึ้นเสียตั้งตอนนี้ ตั้งแต่ตอนที่เรายังคงพอจะบรรเทาวิกฤตปัญหาได้อยู่" โอโพซากล่าว

          การสอบพยานของการพิจารณาคดีวานนี้จากพยานชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโลกร้อนทำให้ผู้ร่วมรับฟังการพิจารณาคดีราว 150 คนในห้องกระจ่างชัดต่อผลกระทบของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะกว่า 200 ปีของประเทศอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ จี 8 ต่อคนในเอเชีย

          "พายุและอุทกภัยครั้งใหญ่ทั่วเอเชียตอนนี้ย้ำเตือนพวกเราถึงภัยคุกคามใหญ่ที่จะมาเยือนภูมิภาคนี้อย่างชัดเจน วิกฤตโลกร้อนจะทำให้ทุกอย่างแย่ลง และดังคำพิพากษาของศาลประชาชน กลุ่มประเทศจี 8 ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่พวกเขาก่อ เริ่มที่การเจรจาที่กรุงเทพนี้ ด้วยการวางเงินลงขันทำให้กองทุนเพื่อการปรับตัวฯ ใช้งานได้อย่างที่ควร" นาย Clement Kalonga โฆษกองค์กรอ็อกแฟมกล่าว

          "เริ่มด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากนั้นก็การลงขันในกองทุนฯ ซึ่งต้องการมากกว่า 1.5 แสนล้านต่อปีสำหรับประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกปรับตัวรับวิกฤตโลกร้อน ทั้งพายุ อุทกภัย ภัยแล้ง และหายนะภัยอื่น ๆ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก"

          "แต่สิ่งที่เป็นจริงตอนนี้คือ ประเทศร่ำรวยเหล่านี้นอกจากไม่ยอมรับพันธะกรณีใด ๆ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อหายนะภัยที่ตัวเองก่อ กลับหันมาเรียกร้องให้ประเทศกำลังพัฒนาพยายามลดก๊าซเรือนกระจกอีก นี่ไม่เป็นธรรมเลย และหากการเจรจายังคงเป็นเช่นนี้ตลอดสัปดาห์นี้ นี่จะไม่ต่างกับการก่ออาชญากรรม" โฆษกองค์กรอ็อกแฟมกล่าว

 

หมายเหตุสำหรับบรรณาธิการข่าว

 

การพิจารณาคดีของศาลประชาชนดำเนินการโดยแนวร่วมภาคประชาสังคมในเอเชียรวมถึง

§                     Global Coalition for Climate Action (GCCA)

§                     Asia Pacific People's Movement for Debt and Development (APMDD)

ร่วมด้วยองค์กรทั่วเอเชียกว่า 25-30 องค์กร ภายใต้การให้คำปรึกษาของคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม หรือ Thai Working Group on Climate Justice และเครือข่ายทนายภายใต้ lawyers' network Global Legal Action on Climate Change (GLACC) และ Aid for Development.

 

แถลงโดย

โครงการรณรงค์นานาชาติเพื่อปฏิบัติการลดโลกร้อน Global Action for Climate Action (GCCA) หรือโครงการ tcktcktck-asia   ที่ ห้องแถลงข่าว UNESCAP 12.30-13.00 น 7 ต.ค. 2552

 

 

---
 
 

News Release – 7 October 2009

 

Asian People's Climate Court finds legal grounds for reparation claims:

 

G8 must help poor countries cope with climate change, set up adaptation fund

 

 


 

Bangkok, THAILAND – Major greenhouse gas emitters must help poor countries cope with climate change while recognizing the human rights and gender aspects of climate change, a panel of judges ruled at the Asian People's Climate Court in Bangkok on Tuesday.

 

The verdict outlined that there is a legal basis for reparation claims on the basis of existing international legal standards and conventions – to make good for damage in developing countries resulting from climate impacts which are triggered by historic emissions from industrialized countries.

 

The Bangkok court room for this two-hour mock-hearing organized by the Tcktcktck campaign was filled to the last chair when presiding judge Amara Pongsapich, Chair of the Thai Human Rights Commission, ruled that G8 countries have to set up a global adaptation fund with sufficient finance for poor nations.

 

"Defendants have threatened and continue to threaten petitioners' right to life and the sources of life, thus committing planetary malpractice resulting in inter-generational damages," said judge Pongsapich. "They have broken about a dozen international agreements, for example by breaching their duty not to cause harm or their obligations under the UN Framework Convention on Climate Change."

 

The ruling against the G8 plaintiffs came after prosecution and defense had interviewed ten witnesses, among them two climate scientists and affected citizens such as Thai and Bangladeshi farmers, a Nepalese mountain climber, a Filipino fisherman and an Indonesian women's advocate.

 

The presidium of judges in this case of the children of Asia and the Pacific versus the G8 also instructed the plaintiffs to initiate a process of setting up an international tribunal on environmental crimes and appoint a special rapporteur on the human rights dimension of climate change. The court concluded, however, that "the duty to protect human rights is the obligation of every state".

 

Chief-Prosecutor Antonio Oposa, a leading environmental lawyer from The Philippines and recipient of the 2009 Ramon Magsaysay Award – the Asian equivalent of the Nobel prize – said he was satisfied with the verdict and urged the G8 countries to follow up on the ruling with agreeing to a fair, ambitious and binding climate treaty at the Copenhagen Summit this December.

 

"The Asian People's Climate Court is an experiment to show that there is a legal basis for developing countries to sue industrialized nations and demand reparation for damages resulting from climate change", said Oposa. "While our mock-trial has shown that the legal grounds exist, we would prefer to see rapid G8 action to reduce emissions and fund adaptation in vulnerable countries, rather than a string of future climate trials about compensation for damage that can still be avoided if we act today."

 

The testimonies by affected witnesses whose lives and livelihoods depend on effective action to tackle climate change as well as measures to adapt to unavoidable impacts had given the court and about 150 people in the audience a clear sense that emissions from industrialized countries over the past 200 years clearly show the culpability of G8 countries for global warming and hardships inflicted on Asia.

 

"The storms and floods across Asia these days remind us of the huge threats people in this region are facing already", said Oxfam climate change spokesperson Clement Kalonga. "Climate change will make things only worse, and as judges at the Asian People's Climate Court found that the G8 are responsible for the problem, we urge them to live up their responsibilities at the UN climate talks in Bangkok and put sufficient finance for adaptation in developing countries on the table.

 

"First and foremost though, developed countries have a responsibility to make much deeper cuts in emissions.  We also need a global climate regime that delivers more than $150bn per year in public finance – over and above existing aid commitments -- to help developing countries cope with floods, droughts, storms and disasters, and cut their future emissions growth," he said.  "But without having committed to anything themselves, rich countries keep pushing developing countries to act. That's not justice, and if they carry on this way this week's hearing shows it could become a crime."



Editor's Notes:

 

§                     The tribunal was organized by civil society groups throughout the region which comprise the Global Coalition for Climate Action (GCCA) and Asia Pacific People's Movement for Debt and Development (APMDD). It is supported by 25-30 organizations throughout South and East Asia, and especially assisted by the Thai Working Group on Climate Justice and the lawyers' network Global Legal Action on Climate Change (GLACC) and Aid for Development.

 

For more information, photos, footage and interview appointments, please contact:

Laurelle Keough on +66 86 530 8394 or laurellek@oxfam.org.au

Uamdao Noikorn on +66 81 855 3196 / unoikorn@oxfam.org.uk

Christian Teriete on +66 805 986 764 / cteriete@wwf.org.hk

 



Windows Live: Make it easier for your friends to see what you're up to on Facebook.

Windows Live: Keep your friends up to date with what you do online.


--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
blog
http://sunblog1951.blogspot.com/ sunday
http://blogpwd.blogspot.com/ pwd9
http://ktblog1951.blogspot.com/ pwday
http://newsblog9.blogspot.com/ news
http://bloghealth99.blogspot.com/ health
http://labour9.blogspot.com/ labour
http://www.ksmecare.com/docSeminar/520902031848987.pdf
http://www-01.ibm.com/software/th/events/lotusliveevent/
http://www.mict4u.net/thai/
http://www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm
http://www.agkmstou.com/2008/index.php
http://www.baanjomyut.com/library/lotus/index.html
http://www.asianbarometer.org/newenglish/introduction/default.htm

ข่าวโลกร้อน 6 ต.ค.



 
From: sataya phongsasumitr <satayap@hotmail.com>
Date: ต.ค. 6, 2009 5:18 หลังเที่ยง
Subject: ข่าวโลกร้อน 6 ต.ค.
To:

 

ข่าวโลกร้อน 6 ต.ค.

 

 

ภาคประชาชนจัดศาลประชาชน จำลองกระบวนการศาลจริง ไต่สวนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มประเทศร่ำรวย จี 8  นำพยานจากเอเชีย 5 คนมาให้ปากคำแถลงผลกระทบต่อชีวิตและครอบครัว ก่อนตัดสินว่าจำเลยกลุ่มประเทศจี 8 ผิดจริงให้ดำเนินการชดใช้ความเสียหายด้วยการจ่ายเงินเข้ากองทุนปรับตัวรับโลกร้อน Adaptation Fund

          กิ่งกร นริทนรางกุลผู้ประสานงานคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรมกล่าวว่า

            อยากให้การพิจารณาคดีเช่นนี้เกิดขึ้นจริง มีการลงโทษจริง เพราะจากหลักฐานพยานที่นำมาเสนอต่อศาลประชาชนวันนี้มีน้ำหนักมากและมีเหตุมีผลพอที่จะสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย (กลุ่มประเทศจี8) ได้ในความเป็นจริง

            อย่างไรก็ตามแม้กระบวนการศาลประชาชนวันนี้จะไม่มีผลจริงทางกฎหมาย แต่ชัดเจนเหลือเกินว่าเนื้อหาที่นำเสนอในศาลและเหตุผลต่าง ๆ ล้วนเป็นจริงในทางสังคม

            นี่เป็นสิ่งที่ภาคประชาชนพยายามแสวงหาความเป็นธรรมต่อการดำเนินการเรื่องโลกร้อน เพื่อเป็นตัวอย่างให้ระบบนิติธรรมจริง ๆ เห็นว่าเรื่องนี้ต้องการความเป็นธรรมยิ่ง

            ไดน่า เฟนเตสฟิน่า ผู้ประสานงานโครงการรณรงค์นานาชาติเพื่อปฏิบัติการลดโลกร้อน tcktcktck-asia กล่าวว่า

            กระบวนการUNFCCC จะต้องสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในเรื่องโลกร้อน ซึ่งศาลประชาชนครั้งที่ใหญ่ที่สุดจะจัดที่โคเปนเฮเกน รวมพยานโลกร้อนจากทุกมุมโลก นำหลักฐานข้อมูลจากการจัดศาลประชาชนทั้งหมด 125 ครั้งมารวมและนำเสนอต่อผู้แทนเจรจาเต็มองค์ประชุมที่นั่น เราหวังว่าความพยายามทั้งหมดจะถูกรับฟังอย่างมีนัยสำคัญและนำไปประกอบการพิจารณาตัดสินใจในเวทีเจรจา

 

(หมายเหตุรายละเอียดการให้ปากคำของพยานแต่ละคนอยู่ในไฟล์แนบ)

ข่าววันนี้สั้น ๆ ครับ เห็นส่วนใหญ่เข้ามาตามสัมภาษณ์กันเองที่ปริ้นซ์พาเลซแล้ว แนบข้อมูลให้แทนสำหรับคนที่สนใจเอาไปตามต่อ

 

หมายข่าว 7 ต.ค.

 

12.30 น ห้องแถลงข่าว ยูเอ็น UNESCAP

แถลงข่าวปิดความเคลื่อนไหวเอ็นจีโอต่อเวทีเจรจาโลกร้อน นำโดย tcktcktck-asia

เหมาะสำหรับไปตามสรุปความเคลื่อนไหวภาคประชาชนและเอ็นจีโอ

 

ส่วนเวทีเจรจาโลกร้อนกรุงเทพฯ ยังคงดำเนินการต่อทั้งวันและต่อเนื่องจนวันที่ 9 ต.ค.

เหมาะกับการตามความคืบหน้าการเจรจาจากผู้แทนเจรจาทั้งหลายว่าจะได้ผลอะไรส่งไปโคเปนเฮเกนบ้าง

 

 

 

 

2. ข้อมูลศาลประชาชน

ศาลประชาชน คดีโลกร้อนเอเซีย

โจทก์       :เด็กชาวเอเซีย

จำเลย      :รัฐบาลและประชาชนในประเทศ กลุ่มประเทศร่ำรวย G8

ข้อหา       :กระทำความผิดด้านโลกร้อนสร้างความเสียหายแก่คนรุ่นต่อไป (Pleanetary Malpractice Resulting to Inter Generational Damage)

วันที่        :6 ต.ค. 2552

สถานที่    :ศาลชั่วคราว โรงแรมปริ้นซ์พาเลซ กรุงเทพ

 

รายชื่อ พยานโลกร้อน และประเด็นการให้ปากคำ

 

 

ประเทศ

 

ชื่อ

 

ประเด็นการให้ปากคำ

 

เป้าหมายการให้ปากคำ

 

บังคลาเทศ

 

นางชาร์บานู คาทัน

Shorbanu Khatun

 

อยู่ในพื้นที่ที่อากาศแปรปรวนหนัก ร้อนจัด แล้ง น้ำท่วมหนัก วิถีชีวิตลำเค็ญ อาจต้องเอาตัวรอดด้วยการอพยพออกจากชุมชนบ้านเกิด

 

 

แสดงข้อเท็จจริงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกบีบให้เกิดการอพยพ หรือเรียกว่า ผู้ลี้ภัยจากภัยนิเวศน์ (environmental refugees)

 

อินโดนีเซีย

 

นางอีวานี ฮัมซา

Evani Hamzah

 

ผลกระทบโลกร้อนต่อทรัพยากรดินและน้ำ วิถีชีวิตโดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง

ผ่านวิถีชีวิตเกษตรกรปลูกปาล์มน้ำมัน (สำหรับนำไปผลิตไบโอดีเซล) ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน

 

 

แสดงข้อเท็จจริงให้เห็นว่ามาตรการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างการหันไปส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล ก็มีผลข้างเคียงไปซ้ำเติมความยากลำบากในทางปฏิบัติให้กับชุมชุนด้วย

 

 

เนปาล

 

นายดาวา สตีเวน เชอร์ปา

จากเมืองกัตมันฑุ เนปาล

 

 

หิมะละลายที่ยอดเขาหิมาลัยในธิเบต ทำให้ทะเลสาบน้ำแข็งละลายก่อน้ำท่วมใหญ่ กระทบชุมชนในเนปาล

 

 

แสดงข้อเท็จจริงว่าของปัญหาจากการที่ น้ำแข็งยอดเขาหิมาลัย ละลาย

 

 

ฟิลิปปินส์

 

นายฟาโบล โรซาเรส

ชาวประมงจากมาริเวเลส เขตบาตัน

 

 

ชุมชนชายฝั่งในอินโดที่ได้รับผลกระทบถูกกดดันจากภาวะน้ำท่วมจากใต้ฝุ่นออนดอย (Ondoy) ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเรื่อย ๆ

 

 

แสดงข้อเท็จจริงว่าภาวะโลกร้อนทำให้สภาพอากาศแปรปรวนหนัก อย่างการเกิดใต้ฝุ่นออนดอย และสร้างความเสียหายเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ ทำให้คนไร้ที่อยู่จำนวนมากในฟิลิปปินส์ รวมทั้งพิสูจน์ว่าภาวะโลกร้อนทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นก่อผลกระทบชุมชนชายฝั่งเป็นวงกว้าง

 

ไทย

 

นางหนูไกร แสงศรี

Nookrai Sangsri

 

 

ผลกระทบภาวะโลกร้อนต่อเกษตรกรไทย โดยเฉพาะการแปรปรวนหนักของสภาพอากาศ และความแห้งแล้งหนัก

 

 

แสดงข้อเท็จจริงว่าภาวะโลกร้อนส่งผลต่อภาคเกษตรรุนแรง โดยเฉพาะจากการแปรปรวนอย่างเหนือความคาดการณ์ของฤดูฝนและฤดูแล้งรุนแรง

 

 

นักเคมี

Scientist

 

นายอาชัม

Dr Ahsam

นักเคมีจากองค์กร PICC

 

 

แสดงยืนยันด้วยข้อมูลวิทยาศาสตร์ว่าข้อเท็จจริงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพยานทั้งหมดนั้น เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณเกินสมดุลจนทำให้เกิดภาะโลกร้อนปัจจุบัน

 

 

นักเศรษฐศาสตร์

Economist

 

 

 

แสดงประมาณการตัวเลขที่ต้องการสำหรับการปรับตัวรับมือกับภาวะโลกร้อน ซึ่งบรรดาโจทก์ควรได้รับการชดใช้จากผู้ก่อโลกร้อน

 


 

 

รายชื่อเจ้าหน้าที่ศาล

คณะผู้พิพากษา

1. นางอัมรา พงศาพิชญ์ - หัวหน้าผู้พิพากษา

2. นายฟรานเซสโก มาร์โตเน่

3. นายยูยุน อิสมาวาติ

1. Amara Pongsapich, Presiding Justice

2. Francesco Martone, Justice

3. Yuyun Ismawati Justice

 

 

ทนายฝ่ายโจทก์

Prosecution Counsel

  1. นายอันโตนิโอ เอ โอโพสะ จูเนี่ยร์
  2. นางทันยา คาริน่า แลต
  3. นางเอล็ตต์ นูเนซ
  4. นางลูซิล คาเรน มาลิลองอิสเบอร์โต
  5. นางฟรานเซส เชนเนลล์ จี ซาลินัส
  6. นายฮิลาเรียน เฟอเมซ่า จูเนียร์
  7. นายนอร์เบอร์โต โพเซเชียน

Mr. Antonio A. Oposa, Jr.

Ms. Tanya Karina Lat

Ms. Alett Nunez

Ms Lucille Karen Malilong-Isberto

Ms. Frances Shannelle G. Salinas

Mr. Hilarion Firmeza Jr.

Mr. Norberto Posecion

ทนายฝ่ายจำเลย

Defense Counsel

  1. นายมาร์ค ดับบลิว โรเบิร์ตส
  2. นายมาร์ตี้ เบอร์กอฟเฟน
  3. นางเจนี่ วอง

Mr. Marc W. Roberts

Mr. Marty Bergoffen

Ms. Janie Wong


 

 

 

 

กระบวนการพิจารณา

 

09.00

กล่าวต้อนรับและสรุปการดำเนินการ

09.30

ทีมทนายประจำตำแหน่ง

คณะผู้พิพากษาขึ้นบัลลังค์

อ่านข้อกล่าวหาในคดี

ทนายโจทก์และจำเลยแถลงเปิดการนำเสนอ

เบิกพยานจำเลยทีละคน

เบิกพยานโจทก์ทีละคน

ทนายสองฝ่ายกล่าวปิดการนำเสนอ

พักศาล

13.00

หัวหน้าคณะผู้พิพากษาอ่านคำตัดสินคดี

ปิดศาล


 

 

คำตัดสิน

ศาลพบว่าจำเลย (ประเทศพัฒนาแล้ว) ผิดจริงตามหลักฐานที่นำแสดง ให้ดำเนินการชดใช้ด้วยการจ่ายเงินสำหรับการปรับตัวรับมือวิกฤตโลกร้อนแก่โจทก์ (ประเทศกำลังพัฒนา) ดังรายละเอียดข้างล่าง

 

FINDINGS OF THE COURT

 

            In considering the issues presented before this Court, the Court is mindful of the various international agreements such as:

 

- the Right to Life and to the Sources of Life charters namely:

 

  • Universal Declaration on Human Rights
  • International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights
  • International Covenant on Civil and Political Rights
  • European Convention on Human Rights
  • American Convention on Human Rights
  • Convention on the Rights of the Child
  • Convention of Biological Diversity (CBD)

 

and other international human rights instruments and obligations such as the United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples (UNDRIP)

 

-Principle 7, Rio Declaration on Sustainable Development

 

-Principle 21, Stockholm Declaration, on the duty not to cause harm,

 

-the Polluter Pays Principle

 

Accordingly, after judicious examination of the arguments and evidence presented, this Court makes the following findings:

 

Defendants have threatened, and continue to threaten Petitioners’ right to life and the sources of life, thus committing planetary malpractice resulting in inter-generational damages as ecocide

 

Defendants have violated their duty to act as trustees of the environment for the benefit of current and future generations of humankind.

 

1.      Defendants have breached their duty not to cause harm.

 

2.      Defendants have violated their obligations under the UN Framework Convention on Climate Change.

 

3.      Defendants have contributed to the violation of the fundamental human rights.

 

a.       Defendants have violated and continue to violate petitioners’ rights such as:

                                                               i.       to food and subsistence.

                                                             ii.      to health.  

                                                            iii.      to self-determination and their right to liberty of movement and freedom to choose their residence.

                                                           iv.      the rights of women and children.

                                                             v.      to culture and the rights of indigenous peoples.

 

4.      Defendants have violated and continue to violate the fundamental prohibition against aggression and unlawful intervention in the territory of other sovereign states, as well as the duty to protect the environment, which subsists even in times of war.

a.       Widespread environmental damage caused by climate change violates plaintiffs’ right to development and other fundamental human rights, and produces conditions that could lead to an increased risk of armed conflict. Thus, inflicting such damage is tantamount to an act of aggression on the part of the respondent States.

b.      Defendants are bound by an obligation under customary international law to refrain from causing environmental damage outside their national jurisdiction. Hence, the damage resulting from climate change constitutes a violation of plaintiff states’ sovereignty and territorial integrity.

c.       Even in situations of armed conflict, international humanitarian law prohibits the infliction of widespread, long-term, and severe environmental damage. Defendants are thus bound by a duty to protect the environment both in wartime and in times of peace.

 

5.      Defendants have unreasonably and significantly interfered with a right common to all peoples – the right to a healthy environment.  Defendants historical and continued emission of HTGs constitutes a public nuisance.

 

6.      Defendants are in breach of their obligations under the UNCLOS in their failure to protect and preserve the marine environment, which breach is also contrary to their good faith observance of the UNFCCC. Consequently the defendants failed to prevent, reduce and control pollution of the marine environment.

 

7.      Accordingly, defendants must compensate plaintiffs and restore the ex-ante status quo.

 

 

CONCLUSION

 

For the foregoing reasons, this 6th day of October 2009, the court hereby:

 

a) finds that the Governments of the G8 Countries must:

-        recognize the historical and ecological debt accrued by means of protracted use of fossil fuels and lack of action aimed at providing ecologically sound and socially just alternative pathways to development and consumption patterns, and thereby fulfil their commitments to reduce GHG emissions

 

-        provide adequate financial resources to developing countries and international institutions to support adaptation and mitigation actions as well as promoting a radical shift in the policies and practices of international financial institutions such as the World Bank, so as to phase out support to fossil fuels in favor of energy efficiency and renewable sources

 

-        support the immediate establishment of a global reparation fund to be funded with resources additional to the ODAs and with the proceeds from the global carbon tax and global transaction tax

 

b) instructs  the G-8 countries and encourages other parties to the UNFCCC to support a human rights and gender based approach to climate change and climate policies by

 

-        explicitly recognizing the human rights and gender dimension of climate change in the outcome of the ongoing negotiations within the UNFCCC

-        undertaking commitments to  integrate human rights and gender in adaptation and mitigations actions

-        including  human rights criteria in monitoring, verification, and reporting in order to assess the potential benefits and risks associated to climate change policies

-        ensuring that climate change policies and action do not impact on the enjoyment of human rights and to the rights of indigenous peoples, women, youth and children, and other vulnerable groups, to life, livelihoods and access to resources

-        ensure the full participation of indigenous people, women, youth and children in climate change related policies and processes

-        invites the UNHRC, to

i.         appoint a Special Rapporteur on the Human Rights Dimensions of Climate change to further investigate the links between  climate change-related harm and acts or omissions of specific States, and determine the legal obligations and liabilities resulting herewith;

ii.       to initiate a process for the setting up of an International Tribunal on Environmental Crimes  and the definition of the intrinsic rights of Mother Earth so as she will be able to continue nurturing and supporting its Children of the future

 

 

 





--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
blog
http://sunblog1951.blogspot.com/ sunday
http://blogpwd.blogspot.com/ pwd9
http://ktblog1951.blogspot.com/ pwday
http://newsblog9.blogspot.com/ news
http://bloghealth99.blogspot.com/ health
http://labour9.blogspot.com/ labour
http://www.ksmecare.com/docSeminar/520902031848987.pdf
http://www-01.ibm.com/software/th/events/lotusliveevent/
http://www.mict4u.net/thai/
http://www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm
http://www.agkmstou.com/2008/index.php
http://www.baanjomyut.com/library/lotus/index.html
http://www.asianbarometer.org/newenglish/introduction/default.htm

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ภาคประชาสังคมจัดเวทีคู่ขนานอาเซียน ถก 4 ปม ปัญหาเขื่อนแม่น้ำโขง-สาละวิน สกัดพม่าส่งคนร่วมหวั่นสายลับ

วันที่ 04 ตุลาคม พ.ศ. 2552 เวลา 22:37:24 น.  มติชนออนไลน์

ภาคประชาสังคมจัดเวทีคู่ขนานอาเซียน ถก 4 ปม ปัญหาเขื่อนแม่น้ำโขง-สาละวิน สกัดพม่าส่งคนร่วมหวั่นสายลับ

ภาค ประชาสังคมจัดเวทีคู่ขนานอาเซียน ถก 4 ประเด็นใหญ่ เน้นสิ่งแวดล้อม ยกระดับปัญหาเขื่อนแม่น้ำโขง-สาละวินเป็นวาระนานาชาติ เผยรัฐบาลพม่าส่ง 10 คนร่วม หวั่นเป็นสายลับ-สกัดห้ามเข้า ไม่กลัว กม.มั่นคงฯ ตรวจเข้มผู้ร่วม

 

นางชนิดา จรรยาเพศ แบมฟอร์ด คณะทำงานร่วมไทย-ภูมิภาคเพื่อจัดมหกรรมประชาชนอาเซียน เปิดเผยเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ว่า ในโอกาสที่ผู้นำประเทศอาเซียนจะประชุมสุดยอดครั้งที่ 15 ขึ้นที่ จ.เพชรบุรี ระหว่างวันที่ 23-25 ตุลาคม คณะทำงานอาเซียนภาคประชาชนไทย-ภูมิภาค ประกอบด้วยองค์กรประชาสังคมที่มีฐานอยู่ในประเทศอาเซียนและองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ประเทศไทยที่ร่วมกันเป็นกรรมการจัดเวที "มหกรรมประชาชนอาเซียน" ในครั้งที่แล้ว เห็นความจำเป็นที่จะต้องจัดเวทีขึ้นอีกครั้งหนึ่งระหว่างวันที่ 18-20 ตุลาคมนี้ ที่โรงแรมรีเจนท์ ชะอำ


นางชนิดากล่าวต่อไปว่า การจัดเวทีคู่ขนานครั้งนี้ จะเพิ่มหัวข้อหารือจากที่อาเซียนระบุไว้ 3 ประเด็น คือ
1.เรื่องสังคม-เศรษฐกิจ
2.สังคม-วัฒนธรรม
3.สันติภาพและความมั่นคง
แต่ ภาคประชาชนเห็นควรเพิ่มประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมให้ชัดเจนขึ้น เพราะเดิมทีเรื่องนี้ถูกนำไปรวมไว้ในประเด็นสังคม-วัฒนธรรม โดยวันที่ 19 ตุลาคม จะประชุมกันทั้ง 4 ประเด็นนี้ก่อนที่จะนำไปยื่นให้ผู้นำอาเซียนในวันที่ 23 ตุลาคม


นางชนิดากล่าวอีกว่า ในประเด็นสิ่งแวดล้อมนี้มี 3 เรื่องที่ภาคประชาชนเห็นว่าอาเซียนควรนำไปพิจารณาคือ
1.เรื่อง โครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม เช่น เรื่องการสร้างเขื่อน โดยเฉพาะในแม่น้ำนานาชาติอย่างแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาละวิน ภาคประชาชนมีข้อมูลชี้ให้เห็นปัญหา และควรทบทวนแผนปฏิบัติการของอาเซียนเรื่องพลังงาน และควรมีแผนจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
2.เรื่องการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศ ภาคประชาชนอยากเห็นอาเซียนมีแผนรับมือผลกระทบ ที่สำคัญต้องร่วมกันลดการปล่อยก๊าซด้วย รวมถึงการไม่เอาพลังงานนิวเคลียร์
3.เรื่อง ความหลากหลายชีวภาพ จะชี้ให้เห็นว่าภูมิภาคนี้มีความหลากหลาย แต่หากปรับแต่งพันธุกรรมอาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง ดังนั้นควรทำเกษตรกรรมแบบยั่งยืนเพื่อความมั่นคงทางด้านอาหาร


นางชนิดากล่าวด้วยว่า ในประเด็นเรื่องสังคม-เศรษฐกิจนั้น ภาคประชาสังคมให้ความสนใจถึงผลกระทบจากการหลอมรวมกันในด้านนี้ซึ่งอาจส่งผล กระทบต่อประชาชน ดังนั้นควรคำนึงถึงสิทธิของคนจน รวมไปถึงการจัดสวัสดิการต่างๆ ส่วนประเด็นสันติภาพและความมั่นคงนั้น จะมุ่งเน้นตั้งคำถามถึงกลไกใหม่เกี่ยวกับคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียน ว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชนว่าจะมีบทบาทเพียงใด รวมทั้งอาจพูดถึงเรื่องการเลือกตั้งในประเทศพม่า แต่จะไม่เชิญผู้แทนของทางการพม่าเข้าร่วมในเวทีนี้ เพราะไม่มีใครให้ความสนใจในรัฐบาลพม่า


"สิ่งที่เรากำลังกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในตอนนี้คือ รัฐบาลพม่าจัดคนที่เขาอ้างว่าเป็นภาคประชาสังคมไว้ 10 คนให้มาร่วมประชุมในครั้งนี้ แต่เราไม่มั่นใจว่าคนที่เขาส่งมานี้เป็นสายลับให้รัฐบาลพม่าหรือไม่ ซึ่งจะส่งผลต่อผู้ร่วมงานชาวพม่าคนอื่นๆ ที่เราเชิญมาอาจได้รับผลกระทบเมื่อกลับประเทศ เราไม่อยากให้เกิดความตึงเครียดขึ้น ครั้งก่อนรัฐบาลพม่าและกัมพูชาไม่ยอมให้ผู้แทนภาคประชาชนเข้าไปยื่นหนังสือ เราหวังว่าเหตุการณ์เช่นนั้นจะไม่เกิดขึ้นอีก" นางชนิดากล่าว และว่า ในประเด็นสังคม-วัฒนธรรมนั้น จะเน้นในเรื่องความเท่าเทียมทั้งด้านสตรี เด็ก คนพิการและแรงงานอพยพ สำหรับข้อสรุปทั้งหมดจะเสร็จสิ้นในวันที่ 20 ตุลาคม


นางชนิดากล่าวถึงประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร คลุมพื้นที่ อ.ชะอำและหัวหิน ว่า ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะได้ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศมาโดยตลอด หากถูกห้ามจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ และการจัดงานเวทีคู่ขนานที่โรงแรมรีเจนท์ครั้งนี้ได้เลือกให้อยู่ใกล้กับ เวทีผู้นำอาเซียนหารือกันเพื่อให้มาร่วมแลกเปลี่ยนกันได้สะดวก


ผู้สื่อข่าวถามว่า จะป้องกันมือที่ 3 ไม่ให้มาสอดแทรกหรือสร้างความปั่นป่วนได้อย่างไร นางชนิดากล่าวว่า ได้ควบคุมจำนวนผู้ร่วมไม่ให้เกิน 450 คน ในส่วนของไทยนั้น คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) เป็นผู้กำหนดตัวแกนนำเครือข่าย และผู้แทนภูมิภาค มีการลงทะเบียนล่วงหน้า หากผู้ร่วมประชุมมาครบก็จะปิดห้องประชุมทันที


วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" ซึ่งออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยว่า ช่วงที่ได้ร่วมประชุมที่เมืองพิตเบิร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกานั้น มาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มข้นเป็นที่ยอมรับระดับสากล ดังนั้นการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งนี้ จึงถือเป็นโอกาสดีที่คนไทยจะเป็นเจ้าภาพที่ดีอีกครั้ง

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1254674253&grpid=&catid=01

--
ขอเชิญอ่าน blog.Thanks for visiting!  
news9
http://pnac-th.blogspot.com/  pnac-th
http://nature1951.blogspot.com/ nature1951
http://econnews9.blogspot.com/ econ
http://seminars9.blogspot.com/ ilaw
http://politic9.blogspot.com/ pdc9
http://jaecafe.com/feed
http://elibrary.nfe.go.th/index2.php
http://www.kmutt.ac.th/rippc/info.htm